Project ’12’ ‘University’

ข้อแนะนำในการดู ’12’ คือ “อ่านข้อความเหล่านี้พร้อมกับภาพโดยเมื่อตัวอักษรนำขึ้นมา คุณก็สามารถอ่านข้อความในหัวข้อนั้นได้เลย ผมได้เว้นเวลาไว้มากพอให้คุณอ่านจบก่อนจะเปลี่ยนภาพไป”

‘12’ คือชื่อโปรเจ็คที่ผมได้แรงบันดาลใจมาจากหนังยาวเรื่องแรกของผู้กำกับที่ชื่อนวพล อย่าง ‘36’ ผมตั้งใจตั้งกล้อง VDO ไว้นิ่งๆเพื่อที่ให้ผู้ที่เสพงานชิ้นนี้ ได้รับรู้บรรยากาศรอบๆตัวผมระหว่างถ่ายภาพ พื้นที่ในความทรงจำของผมทั้ง 12 ภาพ ผ่านกล้อง Yashica – A

‘Friend’ บริเวณลานกิจกรรมนักศึกษาคือที่แรกที่เลือกถ่าย สมัยเรียนผมขลุกตัวอยู่ที่นี้เผลอๆใช้เวลามากกว่าห้องเรียนเสียด้วยซ้ำ การที่เป็นเด็กกิจกรรมผมจึงได้พบเพื่อนใหม่ตลอดทั้ง 4 ปี ผมไม่ได้ผ่านไปผ่านมาในสถานที่แห่งนี้เพียงแค่ ปีการศึกษาที่ 1 เทอม 1 เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 5 ภาคการศึกษาที่นี่คือที่ ที่ทุกคนจะหาผมพบเสมอ

‘Radio Station’ เบื้องหลังประตูเหล็กสีเทาน้อยคนจะรู้ว่ามันคือ สถานีวิทยุแห่งแรกของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ (ความจริงมันคือเสียงตามสาย) การควบคุมเสียงในโรงอาหารทั้งหมดอยู่ในห้องนี้ ผมต้องแบกเครื่องควบคุมเสียง (Mixer) ไปกลับทุกวันเพื่อที่จะได้จัดรายการที่นี้  แต่เมื่อเราทำมันอยู่ ปีกว่าๆ ก็เลิกทำเพราะที่คณะผมทำวิทยุจริงๆ แล้วผมก็ยกมือขอรับผิดชอบมันจนเรียนจบ

‘Stage’ ความสงสัยคงเกิดขึ้นกับทุกคนว่าภาพสนามกีฬาแห่งนี้ทำไมผมถึงเรียกมันว่าเวที เพราะว่ามันเป็นเวทีของผมจริงๆ น้อยครั้งที่เราจะได้เป็นผู้ดำเนินรายการบนสนามกีฬาของทั้ง 13 คณะกับอีกหนึ่งวิทยาเขต ในหนึ่งปีจะมีสักครั้งตามวาระแห่งการแข่งขันกีฬา

‘Stage’ (เวที) ซ้ำ ผมจำไม่ได้ว่าถ่ายหรือยังเลยถ่ายซ้ำมันอีกรอบ

‘Viewpoint’ หากมีคนถามผมว่าจุดไหนคือจุดที่สวยที่สุดในมหาวิทยาลัยของผม ผมจะแนะนำให้เดินไปดูบริเวณทางเข้าหน้ามหาวิทยาลัย ถนนสายนี้จะทอดยาวตอนรับผู้มาเยือนด้วยต้นไม้และความร่มรื่น

‘landmark’  ลานบัวเหล็ก กลายเป็นจุดนัดพบของใครต่อใคร ช่วงรับปริญญา บัวเหล็กต้องยืนเก็กท่าจนเมื่อยตุ้มเพราะเหล่าบัณฑิตและญาติอยากให้มีเขาอยู่ในเฟรมทั้งนั้น บัวเหล็กเปรียบเสมือนตัวแทนของพวกเราราชมงคล สำหรับผมแล้ว บัวเหล็กคือตัวแทนของการเข้าเรียนที่นี้ เมื่อเรียนจบออกไป เราต่างหวังว่าเราจะเป็นบัวที่พ้นจากโคลนตม

‘Privet look’ ผมคิดว่าผมมองคณะจากมุมนี้สวยสุด ต้นไม้ที่เปรียบเสมือนเส้นนำสายตาชี้ชวนให้มองไปที่คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน สำหรับคนที่เดินมาคณะบ่อยๆอย่างผม เส้นทางลัดเดินเท้าจาก บริหารลัดเข้า คหกรรมผ่านศิลปกรรมจะมาเจอถนนเส้นนี้ พอเราเดินเข้าไป เราจะค่อยๆเห็นคณะชัดเจนขึ้น

‘life Studio’ ตั้งแต่วันแรกที่เราเข้ามาที่นี่ จนวันสุดท้ายที่เรียนจบจนถึงกลับมารับปริญญา Studio 1 คือที่ ที่เราต้องนั่งยืน เดิน นอน ก่อนจะผ่านช่วงเวลาสำคัญของชีวิต

‘workshop’ จากสตู 1 มาถึงสตูเล็กๆอย่าง 2-3 เราใช้ที่นี่เรียนจัดแสงและวิชาถ่ายทำรายการโทรทัศน์ มันเหมือนสถานที่เพราะบ่มประสบการณ์ ถึงแม้ปัจจุบันสาขาวิทยุและโทรทัศน์ของเราจะมีสตูเป็นของตัวเองแล้ว แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ (ถึงเกรดจะไม่ค่อยดี)

‘upgrade’ 10 กว่าปี คือเวลาที่คณะเราเริ่มเปิดทำการอาจจะบวกลบนิดหน่อย รุ่นของผมคือรุ่น 4 (ปีการศึกษา 46) เวลามันพาการเปลี่ยนแปลงมาเสมอๆขึ้นอยู่กับว่าดีขึ้นหรือแย่ลงแค่นั้น

‘relax’  นี่คือมุมที่อยู่หลังคณะในช่วงเวลาที่ผมอยู่ คลองแห่งนี้ยังใสสะอาดมีปลาว่ายไปมาให้เราเห็นบ้างแต่วันนี้มันต่างออกไปมากทีเดียว ผมนั่งที่นี้พร้อมอ่านหนังสือเหมือนเช่นวันวาน ที่แห่งนี้บางทีมันเป็นสนามฟุตบอลบางครั้งเป็นที่รับน้อง และสำหรับผมมันคือมุมที่ผ่อนคลายที่สุดตลอดเวลา 4 ปี ที่เรียนอยู่ การใช้ชีวิตวัยรุ่นมันวุ่นวายไม่น้อยแต่สิ่งที่มันมีมากกว่าจริงๆ คือความสุขที่เราได้ จากสิ่งที่เราเรียกว่า ‘มหาลัย’

The Binary Staff

อย่างที่เล่าไป The Binary Room ถูกสร้างขึ้นจากความชอบของคนทั้ง 3 วันนี้ผมขอแนะนำน้องๆและตัวผมเอง คนแรกคือ สาวน้อย(ตัวใหญ่) ภาพที่เราเห็นอยู่ใน Cover หรือประกอบเรื่องราวนี้ก็เป็นฝีไม้ลายมือของเขา เราคงเรียกเขาว่านักวาดภาพประกอบได้อย่างเต็มปาก ล่าสุดเธอเพิ่งเดินทางไปเวียดนาม และแน่นอนเธอพกกล้องฟิล์มประจำตัวเธอไปด้วย สาวคนนี้มีมุมมองการถ่ายภาพที่เด็ดดวงไม่น้อยการันตรีด้วยคนตามเธอใน iG กว่า 10,000 คน

ตามมาด้วยน้องชายคนกลางของภาพ นายคนนี้เขาสะสมกล้องเป็นชีวิตจิตใจ จะบอกว่า The Binary Room เริ่มต้นจากเขาก็ไม่ผิดนัก ชายผู้นี้หลงไหลการถ่ายภาพไม่ว่ากล้องในมือเขาจะเป็นกล้องชนิดใดรุ่นใดเราจะมีโอกาสได้เห็นภาพอันงดงามของเขาเสมอ

ส่วนผม ไม่ขอแนะนำตัวให้ยืดยาว อาชีพหลักผมเป็น ‘กรรมกรของความคิดสร้างสรรค์’ ครับ สนุกทุกครั้งที่ได้นำความคิดสร้างสรรค์ไปทำอะไรหนุกๆ และที่ The Binary Room ก็เช่นกัน

ก่อร่าง The Binary Room

The Binary Room คือการรวมตัวกันของคน 3 คน ที่หลงรักการถ่ายภาพด้วยฟิล์ม และหลงอยู่ในโลกของ analog และใช้ชีวิตในยุค Digital

‘Binary’
ตอนที่ผมเริ่มเรียนวิชาคอมพิวเตอร์เมื่อนานมาแล้วอาจารย์แนะนำให้เรารู้จักเลขฐาน 2 และเจ้า ‘Binary’ การเปลี่ยนชีวิตเราไป เพราะเราเข้าสู่ยุค digital เราทั้ง 3 คนจึงหยิบคำนี้มาใช้แสดงตัวตนและงานของเรา เรามุ่งเน้นสร้างงานที่ผสมผสานระหว่าง digital กับ analog

‘สิ่งที่อยู่ในใจ’
พวกเรามุ่งสร้างสังคมเล็กๆ ของคนชอบถ่ายภาพและอยากจะถ่ายรูปด้วยฟิล์ม สร้างกิจกรรมการรวมตัวขึ้น อีกทั้งเรายังสร้างบริการเกี่ยวกับการถ่ายภาพ ที่เราทำทุกขั้นตอนด้วย ‘ใจ’ ไม่ว่าจะเป็นการล้าง หรือการแปลงจากฟิลฺมให้เป็นไฟล์ และท้ายที่สุด เราจะเริ่มสร้างงานที่ผสมผสานกันระหว่างความเก่ากับความใหม่ และมุ่งสร้างสรรค์งานที่แตกต่างออกไปจาก สตูดิโอ ต่างๆ

คนที่ผ่านยุค กล้องฟิล์ม ฟังเทป ฟังแผ่นเสียงดูหนังจากวีดิโอ เราต่างรู้ว่าเราต้อง “รอคอย” ในสังคมที่ทุกอย่างรวดเร็วฉับไว เราจึงอยากสร้างบางอย่างที่ ชะลอชีวิตและโฟกัสมันให้ชัดขึ้น